กำลังรับสมัคร

พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และบุคคลทั่วไป เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์การปกครอง ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ภาคการศึกษาที่ ๒ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย ห้องเรียนวัดโกเมศรัตนาราม ต.เชียงรากน้อย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี รับสมัครผู้จบชั้น ม.6 และ ปวส.,อนุปริญญา เรียนเสาร์-อาทิตย์ หลักสูตร 4 ปี และเทียบโอน 2 ปี ติดต่อที่ผู้ประสานงาน เบอร์โทร. 087-519-3955

Google

Thursday, 5 August 2010

ประวัติหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง

ประวัติหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง


ตำบลตาก้อง อ.เมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

ฉบับย่อความจากหนังสือที่เขียนโดย อาจารย์เทพ สุนทรศารทูล






----------------------------------------

1.ถิ่นกำเนิด

หลวงพ่อแช่ม เป็นชาวตำบลวัดตาก้อง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ห่างจากตัวเมืองนครปฐมไปประมาณ 10 กิโลเมตร สภาพของตำบลตาก้อง เป็นทุ่งนาป่าละเมาะอยู่ทั่วไป มีหมู่บ้านราษฎรปลูกอยู่หนาแน่น ในบริเวณวัดตาก้อง เป็นหมู่บ้านกว้างใหญ่ มีบ้านเรือนอยู่หลายร้อยหลังคาเรือน มีลำคลองซึ่งเป็นแม่น้ำโบราณไหลผ่านล้อมหน้าวัดเป็นรูปคดคุ้งเหมือนเกือกม้า วัดตากล้องอยู่ตรงคุ้งแหลมนี้ หน้าวัดฝั่งข้ามคลองมีป่าช้าใหญ่ มีป่าดงหนาทึบ เป็นที่เหมาะแก่พระนักปฏิบัติ ออกไปนั่งบำเพ็ญภาวนากันในสมัยก่อน ส่วนด้านหลังวัดนั้นมีบ้านเรือนราษฎรตั้งอยู่หนาแน่น สมัยนั้นบ้านเรือนเป็นแบบเรือนไทยฝากระดานยอดแหลมเป็นส่วนใหญ่ แสดงถึงฐานะของราษฎรเหล่านี้ว่าเป็นปึกแผ่นแน่หนาพอใช้ราษฎรส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีอาชีพทำนา

2.เกิดมาขี้เหล่

หลวงพ่อแช่ม ท่านเกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2400 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านเกิดวันเดือนปีใดไม่มีใครรู้ เมื่อตอนท่านเกิดนั้น มีรูปร่างขี้ริ้วขี้เหล่มาก พ่อแม่ก็ไม่รักใคร่ใยดี โยมผู้ชายหลวงพ่อแช่มชื่อ กลัด ส่วนโยมมารดาไม่ทราบชื่อว่าอะไร เป็นแต่ในประวัติว่าเป็นหญิงไม่สะสวย รูปร่างใหญ่ล่ำสัน ผิวดำ ข้อลำแข็งแรง ซึ่งผิดกับบิดาของหลวงพ่อแช่มที่มีรูปร่างสะโอดสะอง เจ้าสำราญ มีนิสัยเจ้าชู้ ไม่ชอบทำงาน

3.ร่อนเร่ขอทาน

หลวงพ่อแช่ม มีฐานะทางครอบครัวไม่ดี โตขึ้นก็ไม่ได้เข้าวัดเรียนหนังสือเหมือนลูกผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ต้องเลี้ยงวัวควายอยู่ตามท้องไร่ท้องนา เห็นแต่ทุ่งนาป่ารก ในชีวิตวัยรุ่น ท่านเคยไปเที่ยวขอทาน ทั้งๆที่ครอบครัวของท่านก็ไม่มีใครเป็นขอทาน ชาวบ้านตำบลตาก้อง ก็ไม่มีครอบครัวไหนมีอาชีพขอทานเลย จากการออกขอทานนี้ทำให้ท่านเก็บสะสมเงินที่ได้และนำมาให้มารดาของท่านจำนวนมากพอสมควร

4.เล่นการพนัน

หลวงพ่อแช่มในสมัยเป็นหนุ่ม เป็นคนเคยเที่ยว เคยเห็นเดือนเห็นตะวันมาแล้ว ที่จะอาอุดอู้อยู่กับบ้านจึงอยู่ไม่ได้ มีเวลาว่างก็เที่ยวเตร่ไปตามหมู่บ้านตำบล จนไปพบเอาเครื่องเล่นสนุกเข้าคือบ่อนการพนัน ประกอบกับหลวงพ่อแช่ม เคยหาเงินง่ายๆคล่องๆ ไม่ต้องออกกำลังอะไรมาก ก็ได้เงินมาก หลวงพ่อแช่มรู้ที่เก็บที่ซ่อนเงินของมารดาจึงแอบเอาเงินที่ฝากไว้ไปเล่นการพนัน ที่ชอบเล่นกันมากในสมัยนั้นก็คือ แทงโป และแทงถั่ว

5.จับปทุมถันน้องสาว

หลวงพ่อแช่ม เมื่อครั้งเป็นหนุ่ม เกิดความคิดอยากจะทดลองแตะต้องสตรีสาว และคนที่หลวงพ่อแช่มขอลองสัมผัสดู ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นน้องสาวของท่านเองแท้ๆ กำลังเติบโตเป็นสาวเต็มตัว อายุ 17-18 อกโตกำลังเต่งตั้งเต็มทรวง เพราะพงศ์พันธุ์ของหลวงพ่อแช่มนั้น ผู้หญิงอกเต็ม นมโตทั้งนั้น ในประวัติบอกว่า วันนั้นหลวงพ่อแช่มนั่งอยู่ใกล้ๆน้องสาว ท่านเกิดความคิดอย่างไรขึ้นมาก็ไม่ทราบ อาจจะอยากพิสูจน์ความจริงเพื่อให้ให้หายความสงสัย จู่ๆท่านก็พูดขึ้นว่า “ไหน กูขอจับนมมึงที” ไม่ทันที่น้องสาวจะอนุญาตหรือปฏิเสธ หลวงพ่อแช่มก็ฉุดผ้าคาดอกให้หลุดออก สมัยนั้นยังใช้ผ้าคาดอกแทนการใส่เสื้อ ยกทรงก็ยังไม่มี พอเห็นถนัด และน้องสาวไม่ทันได้ปัดป้องอะไร พี่ชายก็ตะปบนมน้องสาวทั้งสองข้าง บีบคลำเอาจนน้องสาวเอ็ดลั่นว่าพี่เกิดบ้าอะไรขึ้นมา หลวงพ่อแช่มหัวเราะก๊ากใหญ่ “นมมึงแข็งๆเหมือนน่องกู” ท่านพูด ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อแช่ม หรือชายหนุ่มที่ชื่อแช่มคนนี้ ไม่ได้สนใจสตรีเพศอีกเลย จะเกลียดขยะแขยงเอาด้วยซ้ำเมื่อเห็นสตรีมีระดูประจำเดือน

6.โกนเกศเกล้าเข้าบวช

อยู่มาจนอายุ 20 ปี หลวงพ่อแช่มก็ปลงตกว่าชาตินี้อยากจะบวชเรียนในพุทธศาสนา วิถีชีวิตเช่นนี้จะเรียกว่าหลวงพ่อแช่มเป็นผู้กำหนดเอง หรือว่าเหตุการณ์แวดล้อมช่วยกำหนดแนวทางชีวิตให้ ก็อาจจะพูดได้ทั้งสองอย่าง แต่แน่นอนหลวงพ่อแช่มท่านกำหนดทางเดินของท่านเองตามสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ไปเหมือนพายเรือตามลำแม่น้ำกว้าง ก็อาจเลือกทางเอาว่าจะพายเรือเลาะไปทางใด ชีวิตของคนทุกคนก็คงจะไม่ผิดกัน เรากำหนดแนวทางของเราเองภายใต้ความอำนวยการของเทพดาฟ้าดิน หลวงพ่อแช่มหรือหนุ่มแช่มก็ได้เข้าวัด หัดกราบ หันคลานเข่า หัดว่าขานนาคและเข้าบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยใช้เงินที่ได้สะสมมาจากการขอทานที่ฝากไว้ที่มารดาของท่านนั่นเอง

7. เป็นหมอนวดอุปัชฌาย์

หลวงพ่อแช่มบวชแล้ว ก็มิได้จำพรรษาที่วัดตาก้อง ได้ติตามพระอุปัชฌาย์ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพะเนียงแตก ตำบลมาบแค อำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งมีชื่อว่า อำเภอพระปฐมเจดีย์ในสมัยก่อน อุปัชฌาย์ของหลวงพ่อแช่มคือ พระครูโสอุดร(หลวงพ่อทา) เป็นเจ้าอาวาสวัดพะเนียงแตก และมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะแขวงเมืองนครปฐมด้วย ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ เชี่ยวชาญทางสมถกัมมัฏฐาน มีพลังทางจิตกล้าแข็ง ท่านทำเครื่องรางของขลังไว้แจกแก่ลูกศิษย์ลูกหา หลวงพ่อแช่มเมื่อมาอยู่กับหลวงพ่อทา ซึ่งเป็นลูกหลานของชาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาตั้งแต่สมัยรัฐกาลที่ 3 จึงได้ทำทุอย่างที่จะปรนนิบัติอุปัชฌาย์ ด้วยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขอเรียนวิชาการทุกอย่างจากหลวงพ่อทาให้จงได้ จึงได้เข้ารับใช้อย่างใกล้ชิด หลวงพ่อแช่มเฝ้าปรนนิบัติวัตรถากอาจารย์อยู่ด้วยการรับใช้และนวดเฟ้นเช่นนี้เป็นเวลานานถึง 3 พรรษา จึงได้ถ่ายทอดคาถาอาคมจากอาจารย์สมความปรารถนา

8.ป่าช้าป่าดี

หลวงพ่อทา พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อแช่ม ท่านสั่งสอนหลวงพ่อแช่มว่า ป่าช้าเป็นป่าชั่วช้า ป่าเลวทราม เพราะเป็นป่าผี ป่าที่มีแต่ซากศพ แต่ถ้าพระไปอยู่ ป่าช้าก็เป็นป่าดี เป็นป่าแก้ว ป่าช้าที่พระอยู่จึงเรียกว่าป่าแก้ว เป็นป่าที่สงบ สงัด ร่มเย็น เพราะเป็นป่าที่แสวงหาธรรมของสาธุชน เป็นป่าที่ปฏิบัติธรรมของลูกพระตถาคตและเป็นป่าบำเพ็ญสมณธรรมของพระอริยสงฆ์ หลวงพ่อแช่มก็ได้ซึมซับเอาแนวความคิดนี้มาจากพระอุปัชฌาย์


9.พรรษาสี่กำลังกล้า

มีคำพังเพยพูดกันสมัยนั้นในวงการพระภิกษุว่า “พรรษาหนึ่งกำลังผ่อง พรรษาสองกำลังงาม พรรษาสามกำลังดี พรรษาสี่แก่กล้า พรรษาห้ากำลังแก่” คำของชาวบ้านก็ว่า “ตื่นแต่ดึก สึกแต่หนุ่ม” หมายความว่า การคิดจะสึกก็สึกแต่หนุ่มๆ อย่าบวชอยู่จนแก่ เพราะฉะนั้นคนสมัยนั้นที่ไม่คิดจะบวชจนตายคาผ้าเหลือง มักจะสึกเมื่อล่วงพรรษาที่สาม “กำลังงาม” แต่ถ้าอยู่ถึงพรรษาสี่แล้วก็ว่าจิตใจกำลังแก่กล้าทางธรรม ถ้าบวชอยู่ถึงห้าพรรษา ท่านว่า กำลังแก่ คือเริ่มจะแก่เสียแล้ว หลวงพ่อแช่มนึกถึงพระเพื่อนฝูงที่สึกไปแล้วไปทำไร่ทำนากันอยู่กลางแดดต้องลำบากลำบน หลวงพ่อแช่มก็เลยตัดสินใจว่า ชีวิตนี้ เราจะอยู่ในผ้าเหลืองตลอดชีวิต



10. พรรษาห้ากำลังหาญ

หลวงพ่อแช่ม บวชอยู่ต่อมาจนถึงพรรษาที่ห้า คำพูดที่ว่า “พรรษาห้ากำลังแก่” นั้น สำหรับหลวงพ่อแช่ม ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ว่า “พรรษาห้ากำลังหาญ” คือมีจิตใจมีความมั่นคง อาจหาญในทางธรรมยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก

หลวงพ่อแช่มใช่ว่าจะไม่เคยคิดสึก ท่านเคยคิดอยากจะสึกออกมาช่วยมารดาทำนาอยู่เหมือนกัน แต่คิดแล้วคิดอีกและตกลงใจว่าไม่สึกดีกว่า มารอีกอย่างหนึ่งที่เป็นภัยต่อเพศพรหมจรรย์ของพระภิกษุสงฆ์คือกิเลสมาร กล่าวคือสตรีเพศ เคยมีผู้หญิงลูกสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นสาวอายุมากแล้ว ฐานะมั่งคั่งแต่ยังไม่มีคู่เชยชิด ก็หมั่นเข้าวัดเข้าวา หมั่นทำบุญทำทานถือศีลฟังเทศฯอยูเสมอ แต่งกายสวย ทองหยองเต็มตัว หมั่นไปหมั่นแวะเวียนมาหาหลวงพ่อแช่มอยู่เสมอมิได้ขาด หลวงพ่อแช่มตอนนั้นก็ยังเป็นพระหนุ่ม วัยเบญจเพส ก็เคยคิดเล่นๆเหมือนกันว่าหญิงคนนี้มีใจรักเรา ถ้าเราสึกออกไปแต่งงานกับหญิงคนนี้ ก็คงมีความสุขพอสมควร เพราะเป็นคนมีฐานะดี แต่ในที่สุดหลวงพ่อแช่มก็สามารถเอาชนะกิเลสมารมารัวนี้ได้สำเร็จ

11.ไปสักการพระประธม

พระประธม เป็นภาษาเก่า แปลว่า พระเจดีย์ใหญ่ ก็คือ พระปฐมเจดีย์ เมื่อหลวงพ่อแช่มไปสักการะพระ

ปฐมเจดีย์ ท่านก็เกิดความปีติอิ่มเอิบใจ จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระปฐมเจดีย์ กล่าวเป็นคำปฏิญาณว่า

พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ.

ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิต กว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน

ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ.

ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิต กว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน

สังฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ.

ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิต กว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน

12. ไปบังคมพระแท่น

หลวงพ่อแช่ม กับเพื่อนภิกษุได้เดินธุดงค์ไปนมัสการพระแท่นดงรังครั้งนั้นประมาณ พ.ศ. 2425 ได้ไปไหว้สถานที่ดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธองค์ ถวายที่ถวายพระเพลิงพระบรมสารีริกธาตุของพระบรมครูแล้ว ก็เกิดความปีติเอิบอิ่มใจ ได้ปลงธรรมสังเวชเกิดความสลดใจในธรรม ว่าคนมาในโลกนี้แล้ว ไม่ว่าไพร่ ผู้ดี มั่งมี หรือเข็ญใจ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ผู้มีศักดานุภาพ เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งหลาย ก็ล้วนแต่ต้องพ่ายแพ้แก่พระยามัจจุราช

13.ไปไหว้แผ่นพระบาท

พระพุทธบาทอยู่ที่จังหวัดสระบุรีนั้น หลวงพ่อแช่มก็เคยเดินทางธุดงค์ไปนมัสการตามประเพณีมาแล้ว หลังจากกลับจากไหว้พระบาทคราวนั้น ท่านก็ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ว่า เราบวชเป็นพระนี้ ต้องภิกขาจารข้าวสุกชาวบ้านเลี้ยงชีพตามประเพณีของบุตรของพระตถาคต เราจะให้อะไรแก่ชาวบ้านได้บ้าง การดำรงศีลดำรงธรรม เพียงการรักษาศีล 227 และสวดมนต์พอแล้วหรือ ? เราจะต้องดำรงศีลดำรงธรรมให้ยิ่งกว่า มิฉะนั้นเราจะเป็นหนี้ข้าวสุกชาวบ้าน ชาติหน้าเราอาจจะต้องไปเกิดเป็นควายไถนาใช้หนี้ข้าวสุกเขาก็ได้ เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว หลวงพ่อแช่มก็เกิดความขวนขวายที่จะดำรงศีลดำรงธรรมให้ยิ่งยวดขึ้นกว่าแต่เก่า

14.นิราศเมืองพม่า

หลวงพ่อแช่ม ต้องการถือธุดงควัตร บำเพ็ญสมณธรรมตามรอยบาทพระพุทธองค์ เพราะพระพุทธองค์มิได้บวชแล้วแล้วสึกไปครองราชย์สมบัติ หรือมิได้บวชนอนสบายอยู่จนตายในผ้าเหลือง พระพุทธองค์บวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรม เผยแผ่ศาสนาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ปฏิปทาของพระพุทธองค์ก็คือแบบอย่างการเดินทางชีวิตของภิกษุสงฆ์ลูกพระตถาคต ตลอดเวลา 2500 ปีเศษมานี้ หลวงพ่อแช่มคิดเช่นนี้แล้ว ก็เตรียมไตรจีวร เครื่องอัฐบริขารแล้วก็ออกเดินทางแบกกลดตลอดจนสะพายบาตรไปแต่องค์เดียว มุ่งหน้าเข้าป่าเมืองกาญจน์ ในฤดูแล้งเดือนอ้ายปลายปี บินออกจากกรง บินเข้าสู่ป่า เหมือนนกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น

15.ปัญญากล้าในป่าชัฏ

ในช่วงออกธุดงค์คราวนี้ หลวงพ่อแช่มก็เกิดปัญญาเข้าใจในเรื่องไตรสิกขา คือการศึกษาสามขั้นว่า ศีล สมาธิ ปัญญานั้นคืออะไร ต้องถือศีลเป็นนิจศีลเสียก่อน จึงจะทำสมาธิให้เดได้ คนที่ไม่มีศีล หรือศีลด่างพร้อยนั้น จะทำสมาธิให้เกิดไม่ได้เลยเมื่อเกิดสมาธิจิตแล้ว จึงจะเกิดปัญญา และปัญญาที่ว่านี้ ก็คือตัวปัญญาหยั่งรู้หรือการแทงตลอดในธรรมะ คำว่าธรรมะในที่นี้ก็คือ ธรรมดา ธรรมชาติของโลก และชีวิตที่เป็นจริงแท้ไม่แปรผันกับธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้เป็นข้อลึกซึ้งอันเป็นความจริงแท้ เป็นความจริงอันสูงสุด ประเสริฐสุดของโลกนั้นเอง

16.พระโพธิสัตว์เมืองหงษา

หลวงพ่อแช่ม ได้ธุดงค์บุกป่าดงไปจนพ้นเขตแดนไทย เข้าไปในประเทศพม่า ในระหว่างที่ธุดงค์อยู่ในป่าเขตพม่านั้น ได้พบชาวพม่าคนหนึ่ง จะว่าเป็นพระก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นฤษีก็ไม่เชิง คือไม่นุ่งผ้าคากรอง สวมชฏาตามแบบฤษีที่เคยฟังเขาเล่ากันมาแต่โบราณ แต่นุ่งผ้าย้อมฝาดสีหม่นๆ เหมือนสีย้อมกรัก นุ่งผืนห่มผืน ปลูกกระท่อมอยู่ในป่าเชิงขา มีภรรยาและบุตรหญิงด้วย ทั้ง 3 คนก็นุ่งห่มอย่างเดียวกัน แต่ไว้ผมมวย มุ่นชฎา หาได้โกนหัวโกนหนวดไม่ มีผู้นิยมนับถือว่าเป็นผู้วิเศษ สำเร็จธรรมชั้นสูง หลวงพ่อแช่มกำลังใฝ่ฝันที่จะศึกษาวิชาทางนี้ จึงได้สมัครเข้าศึกษาวิชานี้กับเซียนพม่านี้ เซียนพม่าผู้นี้บอกว่าท่านไม่ได้มุ่งพระนิพพาน ท่านยังไม่หมายเอาพระอรหันต์ แต่ท่านมุ่งถึงพระโพธิสัตว์ภูมิ เพื่อช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์ หลวงพ่อแช่มได้ฟังอาจารย์พม่าพูดอธิบายถึงลัทธิพระโพธิสัตว์ ก็รู้สึกพอใจมาก จึงได้ฝากตัวเข้าศึกษาอบรมในสำนัก และได้ตัดสินใจว่าชีวิตนี้จะบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อช่วยบำบัดทุกข์ภัยของชาวโลก

17.เข้าป่าต่อนกเขา

เมื่อหลวงพ่อแช่มพักอยู่กับอาจารย์พม่าที่เชิงป่าหน้าถ้ำนั้นเป็นเวลาหลายวัน ก็ไม่เห็นว่าจะสั่งสอนวิชาอะไรให้ แต่หลวงพ่อแช่มก็อดทนเพราะเคยอยู่กับหลวงพ่อทามาก่อน ทราบดีว่าอาจารย์ที่สำคัญๆนั้น จะไม่ใคร่สอนวิชาให้ใครง่ายนัก ต้องดูอุปนินัยใจคอ ดูน้ำอดน้ำทน ดูน้ำใจว่ามีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา กันเต็มที่ว่าจะเรียนสำเร็จหรือไม่ หลวงพ่อแช่มต้องอดทนต่อบททดสอบของอาจารย์พม่าที่ยื่นเหล็กให้ท่อนหนึ่งแล้วบอกว่า จงฝนให้เป็นเข็มและท่านก็อดทนฝนจนกระทั่งอาจารย์พม่ามาบอกให้เลิก บททดสอบต่อมาของอาจารย์พม่าคือให้หลวงพ่อแช่มไปต่อนกเขาเผือก และท่านก็ผ่านการทดสอบนี้ได้โดยสามารถไปต่อนกเขาเผือกมาถวายอาจารย์ได้สมความประสงค์ ได้แสดงความสามารถว่าตนมีสติปัญญาและความอดทนอย่างยิ่งยวด และได้เรียนวิชาจากอาจารย์พม่าสมความตั้งใจ

18. หนีสาวหงสาวดี

หลวงพ่อแช่มได้เรียนอุดมการณ์ในการบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว รู้สึกว่าชีวิตที่เกิดมานี้ มีความหมายไม่เสียทีเกิดแน่ เพราะเกิดเป็นมนุษย์ทั้งที ตัวเล็กๆจากครอบครัวที่ยากจนต่ำต้อย ก็สามารถจะพำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ได้ หลวงพ่อแช่มจึงตกลงใจหวนกลับบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อจะบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ข้อสำคัญที่เป็นตัวเร่งให้ต้องเป็นเช่นนี้ก็คือ ถ้าขืนอยู่เมืองพม่าต่อไป จะไม่ได้กลับมาตายเมืองไทย เพราะพระโพธิสัตว์สาวชาวพม่า ลูกสาวอาจารย์จะทำให้ตั้งรกรากอยู่เมืองพม่า หลวงพ่อแช่มมองเห็นภัยอันตรายอันนี้คืบคลานใกล้ตัวใกล้ใจเข้ามาทุกที จึงรีบลาอาจารย์กลับประเทศไทย

18.ชาตินี้ขอตายในผ้าเหลือง

หลวงพ่อแช่ม มองเห็นเวรภัยและความทุกข์ในการมีคู่ครอง มีบุตรภรรยา จึงได้ตัดสินใจแน่วแน่ว่า ชีวิตนี้จะขออยู่เป็นโสด จะขอบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา จะขอตายในผ้าเหลือง ไม่สึกออกไปครองเรือน ครองทุกข์อีกแล้วในชีวิตนี้ เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว จึงได้ตัดอาลัยในลูกสาวของอาจารย์ ด้วยการไม่มองดู ไม่อยู่ใกล้ ไม่พูดจาด้วย ไม่ให้โอกาสแก่กิเลสตัณหาที่เกิดขึ้นในใจ รีบลาอาจารย์เดินทางกลับเมืองไทยทันที ตัดห่วงอาลัยในความภักดีที่เขามีด้วย ตัดความสวยงามผ่องใสที่สายตาบอกให้หัวใจห่วงหา ตัดน้ำเสียงที่พูดจาสั่งลามาแว่วแจ้วหู ตัดสายตาที่มองดูสายตาและน้ำตาเมื่อลาจาก พยายามใช้ความเข้มแข็งอดทน เหมือนทหารที่จากลูกเมียไปสงครามก็ปานกัน

19.กลับเมืองมารดร

ออกจากเมืองพม่าแล้ว หลวงพ่อแช่มก็มุ่งหน้ากลับเมืองไทย ข้ามเขาลำเนาไพรป่าใหญ่ป่าน้อย ข้ามห้วยเหวลำธารผ่านมาโดยลำดับ เดินทางทั้งกลางวันกลางคืน ในระหว่าทางมีคนลองดีหลายหนหลายครั้ง แต่ท่านตั้งจิตอธิษฐานเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยึดเอาพระพุทธคุณ คือบารมีคุณของพระบรมศาสดา พระธรรมคุณ คือพระคุณของพระไตรปิฎก นับได้แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ยึดเพระสังฆคุณ คือคุณของพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ เป็นที่พึ่งที่ระลึกคุ้มครองตนให้ปลอดภัยตลอดมา

20. ย้อนมาวัดตากล้อง

หลวงพ่อแช่ม เดินทางกลับผ่านทางจังหวัดกาญจนบุรี เข้าสุพรรณบุรี แล้ววกกลับมาทางนครปฐม โดยการเดินทางเท้าทั้งสิ้น ไม่ได้ขึ้นรถลงเรืออาศัยเกวียนหรือช้างม้าแต่อย่างใดเลย เมื่อถึงวัดพะเนียงแตกแล้ว หลวงพ่อแช่มก็เข้ากราบนมัสการท่านอุปัชฌาย์ พระครูโสดร(ทา) หรือเรียกกันง่ายว่า หลวงพ่อทา หลวงพ่อวัดพะเนียงแตก หรือพลวงพ่อเสือ หลวงพ่อท่านไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เปรยๆว่า เกิดเป็นคนก็ยาก บวชเป็นพระก็ยาก บวชแล้วได้เดินธุดงค์ก็ยาก ไม่เสียทีที่เกิดหรอกชาตินี้ พระศาสนาของเราได้พระภิกษุอย่างคุณ พระศาสนาไม่ตกอับหรอก ว่าเท่านั้นท่านก็นิ่ง ไม่พูดอะไรอีก หลวงพ่อแช่มจึงนมัสการว่า กลับมาครั้งนี้ก็คิดจะกราบลาไปจำพรรษาอยู่ที่วัดตาก้อง เพื่ออยู่ใกล้ญาติโยมทางโน้น หลวงพ่อทากล่าวว่า ไปอยู่วัดตาก้องน่ะ ต้องระวังให้ดี ที่นั่นเขาเป็นพระบ้านทั้งนั้น เราเป็นพระป่า

21.ต้องอธิกรณ์

เมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตาก้อง หลวงพ่อแช่มถูกพระภิกษุบางพวกเพ่งโทษคอยจับผิดท่าน นินทาว่าร้ายท่านว่าเป็นพระภิกษุพิเรนทร์ ไม่เหมือนพระชาวบ้าน ไม่ร่วมสังฆกรรมกับพระสงฆ์ในวัด ไม่สวดมนต์ทำวัตรเย็นเช้า ไม่ลงฟังสวดพระปาฏิโมกข์ในวันพระ ไม่บิณฑบาตโปรดสัตว์ ไม่ปฏิบัติกิจของสงฆ์ ไม่อยู่ในปกครองของเจ้าอาวาส และหุงข้าทำครัวกินเหมือนชาวบ้าน จนในที่สุดก็มีหนังสือร้องเรียนกล่าวโทษหลวงพ่อแช่มถึงเจ้าคณะจังหวัด เมื่อเจ้าคณะจังหวัดมาทำการสอบสวนอธิกรณ์นี้ หลวงพ่อแช่มก็สามารถแก้ข้อกล่าวหาแต่ละข้อได้ด้วยถ้อยคำฉะฉาน หลวงพ่อแช่มคุยพลางหัวเราะพลางกับพวกศิษย์ว่า “กูว่าอิติปิโสถอยหลังบทเดียว ก็ถอยหลังไปแล้ว” การสอบสวนของเจ้าคณะจังหวัดครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้หลวงพ่อแช่มกลับมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้น ท่านยิ่งทำอะไรแผลงๆหนักมือขึ้น

22.เป็นกสิกรเสียด้วย

หลวงพ่อแช่มแปลกกว่าพระชาวบ้านรูปอื่น คือท่านมีวัวฝูงใหญ่เกือบร้อยตัว เป็นวัวที่หลวงพ่อแช่มรับถวายไว้บ้าง รวมทั้งที่ท่านชอบลักษณะท่านขอซื้อมาบ้าง ต้องทำคอกขนาดกว้างใหญ่ให้อยู่ วัวของหลวงพ่อแช่มนั้น เป็นที่เลื่องลือในเรื่องอ้วนพี ผ่องใส และสวยงาม ในตำบลตาก้องและตำบลใกล้เคียง ไม่มีวัวใครอ้วนและงามเหมือนวัวหลวงพ่อแช่ม ยิ่งไปกว่านั้น หลวงพ่อแช่มก็ยังทำนาเหมือนชาวบ้าน ทุกเช้าหลังจากตื่นนอนฉันเช้าตั้งแต่ 6 นาฬิกาแล้ว ท่านจะออกไปทำทุกวัน เว้นวันพระ 8 ค่าเท่านั้น จึงจะหยุดพักทำนา นอกจากนั้นแล้ว หลวงพ่อแช่มก็ยังเลี้ยงหมีและหมูป่าเอาไว้ทำหน้าที่ต้อนวัวให้กลับวัด คือพอได้เวลา พวกหมีและหมูป่าก็จะเดินไปอ้อมหน้าฝูงวัว ไปเที่ยวดุนเขา ดุนหน้า วัวตัวโน้นตัวนี้ให้หันกลับเพื่อร่วมฝูงกลับวัด วัวตัวใดหลงแทะเล็มหญ้าเพลินไป เมื่อหมีและหมูป่ามาเดินดุนหน้า มันก็ไม่โกรธ มันจะเลิกกินหญ้าหันกลับ ดูเหมือนมันจะรู้ภาษากันดี

23.ไม่ขวยเขินที่ทำนา

เมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าวลูกศิษย์หลวงพ่อแช่มก็ช่วยกันเกี่ยวข้าว โดยมากเป็นข้าวเบาเก็บเกี่ยวเร็วกว่าข้าวหนัก เวลาเกี่ยวข้าวและถึงทีจะนวด หลวงพ่อแช่มไม่ใช้วิธีนวดข้าว อย่างชาวนาคนอื่น แต่ท่านใช้วิธีฟาดข้าว เมื่อได้ข้าวมาแล้ว ท่านก็ส่งเข้าโรงสีในเมือง ท่านไม่ได้ส่งข้าวเปลือกไปซื้อขายเป็นสินค้าอะไร แต่เอาไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวสารกลับคืนมาเลี้ยงบริวารของท่านนั้นเอง ชาวบ้านวัดตาก้องไม่ได้แสดงความแปลกใจหรือรังเกียจที่ท่านเป็นพระทำนาแต่อย่างใด คนต่างบ้านต่างเมืองก็ไม่รู้ว่าท่านทำนาทั้งๆที่ท่านก็ไม่เคยปิดบังซ่อนเร้นใครทั้งสิ้นท่านกลับเล่าให้ใครต่อใครฟังว่า “ข้าทำนาเหมือนกัน” “ทำนาทำไมเล่าหลวงพ่อ” “ก็ข้าไม่ได้บิณฑบาตกิน ก็ต้องทำนา” “ทำไมไม่บิณฑบาตเล่าหลวงพ่อ” “ข้าไม่รบกวนข้าวสุกชาวบ้าน ยังไม่ดีอีกหรือ”

24. เข้าป่าตัดไม้

หลวงพ่อแช่ม ก็เหมือนชาวบ้าน เมื่อฤดูแล้งมาถึง ท่านก็จะพาบริวารขึ้นไปป่าสูงทางเมืองกาญจนบุรี ไปตัดซุงกัน การไปตัดไม้ซุงในป่านี้ ไม่ใช่ไปกันวันสองวัน ต้องขึ้นไปอยู่ป่าเป็นเดือนๆทีเดียว ขึ้นไปตั้งแต่เดือนสาม เดือนสี่อยู่ป่า ถึงเดือนห้าจึงได้กลับมา ในคณะตัดไม้ของหลวงพ่อแช่ม นอกหลวงพ่อแช่มเป็นหัวหน้าแล้ว ก็มีพระภิกษุลูกศิษย์และฆราวาสด้วย ไม้ซุงที่ท่านตัดมานี้ ท่านเอามาทำเกวียน ทำกลอง และทำไถไถนา


5. ขุดสระใหญ่ขายน้ำ

หลวงพ่อแช่มมีที่ไร่อยู่แห่งหนึ่ง เรียกกันว่า”แหล่งไอ้ทองแดง” มีที่ประมาณ 200 ไร่ ที่ไร่แห่งนี้ หลวงพ่อแช่มจ้างคนขุดสระใหญ่ไว้สระหนึ่ง กว้างประมาณ 1 เส้น ยาวประมาณ 2 เส้น ลึกประมาณ 8 วาเศษ ขังน้ำฝนไว้เต็ม ชาวบ้านใกล้เคียงได้อาศัยน้ำในสระนี้กินกันทั่วไป มีคนถามหลวงพ่อแช่มว่า “หลวงพ่อขุดสระไว้ในป่านี้ทำไม” หลวงพ่อแช่มหัวเราะ ตอบว่า “ข้าขุดไว้ขายน้ำ”


26.พินัยกรรมมรดก

คราวหนึ่งหลวงพ่อแช่มเดินทางไปในเมืองนครปฐม ไปถูกหมากัดเอา จนเท้าบวม เดินไม่ได้อยู่หลายวัน บางคนว่าเป็นหมาบ้า แต่ไม่เห็นท่านเป็นอะไร ในที่สุดท่านก็ล้มป่วย เป็นการป่วยครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต นอนป่วยอยู่หลายวัน มีอาการไข้ ฉันไม่ได้ ในที่สุดท่านก็ถึงแก่มรณภาพ ณ กุฏิศาลาดินมุงจากของท่านนั้นเอง วันที่ท่านมรณภาพ วัวของหลวงพ่อแช่ม มีอาการหงอยเหงา เศร้าโศกเหมือนมันมีสัญชาติญาณรู้เหมือนกันว่า หลวงพ่อร่มโพธิ์ร่มไทรของมันสิ้นบุญแล้ว ซึ่งต่อไปมันก็ไร้ที่พึ่งและตกระกำลำบาก บางตัวยืนนิ่งซึมอยู่คอตก บางตัวก็นอนคางตีดินเฉยอบู่ บางตัวก็ร้องไห้ เพราะมีน้ำตาไหลเป็นทาง ทุกวันพระเวลาประมาณ 6.30 น. มันเคยออกจากคอกไปเป็นฝูงเพื่อไปหาหญ้ากิน แต่วันนี้มันนั่งยืนนอนเงียบเหงากันทุกตัว ไม่เคลื่อนไหวกันเลย หลวงพ่อแช่ม บวชมาตั้งแต่อายุ 20 ปี จนอายุ 90 ปีเศษ เป็นเวลานานถึง 71 ปีเศษ ที่ได้ใช้ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อตนเอง แก่ประชาชน แก่พระพุทธศาสนา แก่ผู้คนผู้มีทุกข์มามากมาย


27.ทางรกวกขึ้นสวรรค์

ชีวิตของหลวงพ่อแช่ม เป็นชีวิตตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ตามคำพังเพยบทนี้ ท่านเกิดมาเป็นลูกชาวนายากจน ต้องนอนอยู่ใต้ถุนเรือน หน้าคอกวัวเป็นชีวิตที่อาภัพอับเฉา จนในที่สุดก็ออกเที่ยวขอทานเข้าเลี้ยงชีพ แต่ด้วยความอุตสาหะบากบั่น ไม่ลืมตัว จึงได้เก็บเงินเก็บทองไว้บวชตัวเองได้ แม้จะเล่นการพนันก็จะไม่เล่นอย่างหลงลืมตัว เมื่อบวชแล้วก็มีความอุตสาหะบากบั่น เล่าเรียนวิชาที่ตนสนใจ และเป็นประโยชน์แก่ตน เท่าที่จะแสวงหาเรียนได้ในสมัยนั้น ได้ออกธุดงค์ท่องเที่ยวไปถึงต่างถิ่นต่างแดน ยอมฝนทั่งเป็นเข็ม ออกต่อนกในป่า เพื่อจะแลกเรียนวิชาให้จงได้ มิได้คิดจ่อนจ่อท้อถอย จนกระทั่งได้เรียนวิชาที่สนใจ แล้วกลับมาอยู่บ้านเกิดเมืองนอน บำเพ็ญกรณียกิจ ช่วยญาติโยมตามกำลังสติปัญญาและวิชาที่เรียนมา จนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดัง.

No comments:

Post a Comment

Google

Total Pageviews